!! ประเพณีตานก๋วยสลาก !!

posted on 27 Sep 2008 11:47 by janejirao

!! ประเพณีตานก๋วยสลาก !!

  การกินสลากหรือสลากภัตต์ หรือการกินข้าวสลาก เป็นวิธีการถวายเครื่องไทยทานแก่พระสงฆ์วิธีหนึ่ง เมื่อวัดและชาวบ้านตกลงกันว่าจะจัดให้มีการกินสลาก ชาวบ้านต่างจัดเตรียมเครื่องไทยทาน ทั้งที่จัดใส่ก๋วยเรียกว่า ก๋วยสลาก เป็นสลากน้อย และที่จัดแต่งเป็นต้นกัลปพฤกษ์ เป็นสลากหลวงซึ่งทำด้วยไม้ไผ่สูงและทำเป็นชั้น ๆ อาจเป็น 3 ชั้น หรือ 5 ชั้นหรือ 7 ชั้นหรือ 9 ชั้น
  สลากหลวง หรือเรียกว่า ต้นกัลปพฤกษ์ โดยแต่ละชั้นนำวัตถุไทยทานมาผูกติดไว้ให้สวยงาม ปลายสุดที่เป็นส่วนยอดนิยมนำร่มมาเสียบติดไว้ ผูกธนบัตรที่ขอบร่มจำนวนเงินตามแต่ความพอใจของ ผู้จัดทำ โดยสลากหลวงจะมีจำนวนเงินสูงกว่าสลากน้อยเมื่อถึงวันที่ชาวบ้านกำหนดเจ้าของกัณฑ์สลาก แห่เครื่องไทยทานเข้าวัดและตั้งกัณฑ์สลาก โดยแต่ละกัณฑ์จะมีเส้นสลาก เขียนข้อความ อุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และมีชื่อเจ้าของกัณฑ์ในเส้นสลาก

เส้นสลาก นี้เดิมนิยมเขียน ใน แผ่นใบตาล ใบลาน ในปัจจุบันใช้ ระดาษแข็ง เท่าจำนวนของเครื่องไทยทาน แล้วนำเส้นสลากไปกองรวมกันยังที่กำหนดไว้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นในวิหาร หน้าพระประธาน กรรมการจะจัดแบ่งสลากออกเป็นกอง ๆตามจำนวนพระภิกษุสามเณรที่นิมนต์มาร่วมพิธี และจัดแบ่งให้แก่พระประธานด้วยซึ่งสลาก ของพระประธานนี้จะตกเป็นของวัดนั้น ๆ และถ้ามีสลากจำนวนมากพระภิกษุจะได้ 20 เส้น
สามเณรได้ 10 เส้น ที่เหลือสมทบถวายพระประธาน เมื่อเสร็จจากการแบ่งเส้นสลาก คณะกรรมการจะนำเส้นสลากที่แบ่งแล้วจำนวน 1 มัด
ไปประเคนพระผู้อาวุโส ซึ่งเป็นประธานในพิธี ต่อจากนั้นกรรมการจึงนำเส้นสลากไปถวายพระรูปอื่น ๆ ตามลำดับ

 

 

พระสงฆ์อนุโมทนาเสร็จแล้วชาวบ้านต่างแยกย้ายกันไปนั่ง ณ ที่จัดไว้ให้ ชาวบ้านเจ้าของกัณฑ์สลากต่างพากัน ตามหาเส้นสลากของตนที่อยู่ในมือพระภิกษุสามเณรจนพบหลังจากนั้นพระภิกษุสามเณรอ่านเส้นสลากแล้วจึง ถวายกัณฑ์สลาก เมื่อรับพรจากพระเสร็จแล้ว จะรับเส้นสลากของตนไปเผาพร้อมกับ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปหาผู้ตายเป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับเครื่องไทยทานที่จัดทำขึ้นเป็นต้นกัลปพฤกษ์ เจ้าของต้องนิมนต์พระภิกษุสามเณรที่ได ้รับเส้นสลาก ไปยังที่ตั้งของเครื่องไทยทานเพื่อถวาย การทำบุญกินสลาก ในจังหวัดแพร่ บางแห่งกัณฑ์สลาก จัดทำเป็นหุ่นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ขนาดใกล้เคียงของจริง ทำด้วยผ้าหุ้มโครงไม้ไผ่ เชื่อว่าถ้าถวายแล้วชาติหน้าจะได้เป็นเจ้าของสัตว์นั้นๆ

            แต่การถวายก็มีลักษณะเช่นเดียวกับกัณฑ์สลากอื่น ๆ การกินสลากนิยมจัดหลังจากการออกพรรษา ส่วนใหญ่ไม่ได้จัดทำทุกปี เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการจัดทำกัณฑ์สลาก ดังนั้นบางวัดอาจจัดปีเว้นปีหรือสี่ห้าปีต่อครั้ง

 

 

-->

ประเพณีการกินสลาก เป็นประเพณีการทำบุญ ของชาวบ้าน ที่แสดงออกถึงความสามัคคีร่วมใจกัน ในการถวายเครื่องไทยทานจากพระสงฆ์ซึ่งมาจากที่ต่าง ๆ ตามที่ได้นิมนต์ไว้ นอกจากนี้ยังได้แสดงออก ถึงความสามารถ ทางศิลปะในการจัดแต่งเครื่องไทยทาน ของชาวบ้านเป็น     ต้นกัลปพฤกษ์ ตลอดจนหุ่นรูปสัตว์ต่าง ๆ บ้าง นอกจากนี้การกินสลากยังบ่งชี้ให้เห็นถึงฐานะ ทางเศรษฐกิจของชาวบ้าน ถ้าเศรษฐกิจดีชาวบ้านจะจัดทำกัณฑ์สลากเป็นต้นกัลปพฤกษ์ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง และถ้าเศรษฐกิจไม่ดี อาจไม่มีประเพณีการกินสลากในปีนั้น ในปัจจุบันการจัดประเพณีนี้ในจังหวัดแพร่มีน้อยลง ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจและสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป แต่การกินสลากก็ไม่ถึงกับว่าไม่มีเลย ชาวแพร่บางท้องที่ยังคงร่วมกันอนุรักษ์สภาพวัฒนธรรม
และประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ไม่ลืมเลือน เพื่อให้เด็กๆได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป

ความเห็นของบุคคลในท้องถิ่น........................,

ความเห็นสรุป......เป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันและเป็นประเพณีที่เป็นวัฒนธรรมต่อการเป็นอยู่ของประชาชนและเป็นการทำบุญไปในตัว

อาจารย์แสงเดือน  สายตรง โรงเรียนบ้านลูคัมภีร์ราษฎร์บำรุง  ต.ห้วยหม้าย  อ.สอง  จ.แพร่   54120
โทรศัพท์  08-1813-5886      E-mail : culturephare@yahoo.com

 

 

<--

 

ประเพณีขันโตก

posted on 27 Sep 2008 11:38 by janejirao

ประเพณีขันโตก

 

ภาชนะใส่อาหารของล้านนาไทย
ล้านนาไทยใช้ภาชนะใส่อาหารหลายอย่าง เช่น ขันโตก กัวะข้าว ไถลข้าว กล่องข้าว ถ้วยแกง จ๊อน เป็นต้น ภาชนะเหล่านี้โดยมากทำด้วยไม้สักและกะลามะพร้าวเป็นพื้นจะเห็นได้ว่าชาวล้านนาไทยอยู่ในดินแดนที่มีทรัพยากร โดยเฉพาะมีไม้สักและไม้เบญจพรรณมาก จึงนำมาดัดแปลงให้เป็นประโยชน์ใช้สอยกันในครอบครัว ในวัด และในวัง มีขนาดใหญ่น้อยตามลำดับภาชนะใส่อาหารที่ควรรู้จักก็มีดังนี้

ขันโตกหรือโตก
เป็นภาษาดั้งเดิม ที่เรียกภาชนะที่ทำด้วยไม้มาช้านานแล้ว ขันโตกโดยมากทำจากไม้สัก นำมากลึงโดยเครื่องกลึง คนล้านนาไทยเรียกว่า เคี่ยนไม้ จึงมีหมู่บ้านช่างกลึง ว่า"บ้านช่างเคี่ยน" "วัดช่างเคียน" เป็นต้น พวกช่างจะนำเอาไม้สักท่อนใหญ่ๆ มาตัดให้พอเหมาะและนำมากลึงกับเครื่องกลึงหรือเครื่องเคี่ยน เมื่อกลึงหรือเคี่ยนได้รูปแล้วจะทำเชิงหรือตีนเชิงเข้าไปลงลักหรือทาหาง ซึ่งภาคกลางเรียกว่า ลงชาด เมื่อหางหรือรักแห้งแล้ว ก็นำมาใส่อาหารได้ การเรียกขันโตกมักเรียกไม่เหมือนกันตามภาษาของถิ่น เช่นขันโตก

โตกสะโตก
ซึ่งก็เป็นภาชนะที่ใช้สำหรับใส่อาหารเหมือนกัน ขันโตกมี ๓ ชนิด- ขันโตกหลวง (สะโตกหลวง)- ขันโตกฮาม (สะโตกทะราม)- ขันโตกหน้อย (สะโตกหน้อย)

ขันโตกหลวงหรือสะโตกหลวง
ทำด้วยไม้ขนาดใหญ่ตัดท่อน มากลึงหรือเคี่ยนเป็นขันโตกมีความกว้างตั้งแต่ ๒๕ นิ้ว ถึง ๔๐ นิ้ว ตามขนาดของไม้ที่หามาได้ และมื่อทำแล้วก็นิยมใช้กันในราชสำนัก ในคุ้มในวังของเจ้านายฝ่ายเหนือทั่วไป รวมทั้งใช้ในวัดวาอารามทั่วไปในภาคเหนือ เพื่อให้หมาะกับยศศักดิ์ของผู้อาศัยอยู่ในวัง ความยิ่งใหญ่ของชนชั้นผู้ปกครองจึงเหมาะที่จะใช้เลี้ยงแขกบ้านแขกเมืองด้วย ตามวังต่างๆ ขันโตกหลวงจะใส่อาหารสำหรับเจ้านายเพื่อให้เสวยกันเป็นส่วนพระองค์ก็มี เช่น พ่อเจ้า แม่เจ้า ผู้ครองนคร ก็จะเสวยกัน ๒ พระองค์ เป็นต้น ส่วนวัดนั้นถือว่าพระสงฆ์เป็นผู้ควรแก่การเคารพนบนอบ ยกไว้เป็นส่วนหนึ่ง ของพระรัตนตรัย ดังนั้นศรัทธาประชาชนจึงนิยมเอาขันโตกหรือสะโตกไปถวายไว้ที่วัดด้วย ถือว่าวัดเป็นเนื้อนาบุญที่มีของดีมีค่ามากเมื่อนำไปถวายจึงถือว่าได้บุญศลส่วนหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง วัดแต่ละแห่งมีศรัทธานำข้าวปลาอาหารมาทำบุญมาก ภาชนะเล็กๆ ย่อมไม่เพียงพอที่จะใส่จึงนิยมใช้ขันโตกหลวงใส่อาหารหวานคาวหลายสิบสะโตกนำไปถวายทำให้สะดวกในการทำบุญของศรัทธายิ่งขึ้น



ขันโตกฮามหรือสะโตกทะราม
ได้แก่ ขันโตกขนาดกลางประมาณ ๑๗-๒๕ นิ้ว (คำว่า ฮามหรือทะรามนี้เป็นคำไทยโบราณ ปรากฎอยู่ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงที่กล่าวถึงพระพุทธรูปใหญ่ว่าพระพุทธรูปฮาม หรือทะรามคือขนาดกลาง) ใช้ไม้ขนาดกลางมาตัดและเคี่ยนหรือกลึงเหมือนขันโตกหลวง ลงรักทาหางหรือชาดอย่างเดียวกัน ผู้ที่จะใช้คือครอบครัวใหญ่ๆ เช่น คหบดี เศรษฐีผู้มีอันจะกินก็ใช้ขันโตกแบนี้ ทาง พระภิกษุ รองสมภารหรือบาลก๋าวัดจะฉันอาหารที่ใส่ขันโตกทะรามทั้งนี้ รองสมภารเป็นใหญ่มีคนนับถือรองจากสมภาร ลงมา ต้องใช้ภาชนะที่ใหญ่พอควร เวลาทายกทายิกามาถวายอาหารมากๆ จะได้ใส่อาหารสะดวกขึ้น บางวัดเจ้าอาวาสที่อยู่อารามเล็กๆ ก็ใช้เหมือนกันรวมความแล้วขันโตกทะรามนิยมใช้ในครอบครัวขนาดกลางและพระภิกษุรองสมภาร

ขันโตกหน้อย
นิยมใช้ไม้สักขนาด ๑๐-๑๕ นิ้ว มาทำการกลึงหรือเคี่ยน แล้วฉาบทาด้วยรักหรือชาดอย่างเดียวกันกับขันโตกหลวงและขันโตกฮาม แต่ใช้สำหรับครอบรัวเล็กๆเช่นหญิงและชายที่แต่งงานใหม่ๆ หรือผู้ที่รับประทานคนเดียว อาหารที่ใส่ก็เป็นจำนวนน้อยจึงนิยมใช้ขันโตกหน้อย เคยพบวัดใหญ่ๆที่มีพระมากๆ ศรัทธานำอาหารไปถวายทางวัดจะตั้งขันโตกไว้เท่าจำนวนพระภิกษุในวัดนั้นแยกกันฉันไม่ฉันพร้อมกัน น่าจะประพฤติตามพระวินัยที่ว่า พระภิกษุที่จำพรรษาครบ ๓ เดือน หรือพระภิกษุที่ได้รับกฐินแล้วมีอานิสงส์ที่ฉันอาหารเป็นคณะโภชนะ(ฉันรวมกัน) หรือฉันอาหารปรัมปรโภชนะ(ฉันกิดต่อกันไปหรือฉันอาหารของศรัทธาผู้ถวายหลายคน)ได้ในระยะเวลารับกฐินไปถึงกลางเดือน ๔ นับแต่ออกพรรษาแล้ว เลยจากนั้นถ้าฉันรวมกันจะต้องอาบัติปาจิตตีย์เพื่อเป็นการป้องกันที่จะไม่ให้ภิกษุสงฆ์ตอ้งอาบัติ ประชาชนในภาคเหนือจึงถวายอาหารใส่ขันโตกหน้อยเรียงรายไว้ตามจำนวนพระภิกษุและถวายแต่ละรูปไป ตามวัดต่างๆ ในภาคเหนือจึงมีขันโตกเป็นจำนวนมากโดยมากจะเป็นขันโตกหน้อยเพราะหาง่ายและราคาไม่แพงจนเกินไป

ฝาจี หรือฝาชี

เป็นคู่กับฝาเจิบ หรือ ฝาจี ใช้กลึงจากไม้สักบ้าง ใช้สานทำจากไม้ไผ่บ้าง คลุมขันโตกไว้เพื่อกันแมลงวันและฝุ่นละออง โบราณนิยมทำกันทุกครอบครัว ส่วนฝาจิบ ได้แก่ ฝาชีขนาดเล็กกลึงจากไม้สักหรือสานจากไม้ไผ่ เอาปกคลุมไหข้าวหรือภาชนะขนาดเล็กที่ใช้นึ่งข้าวเหนียวของชาวล้านนาไทยภาชนะที่ใช้ครอบใช้เรียกว่าฝาเจิบ

กัวะข้าว
เป็นภาชนะคล้ายขันโตก ทำด้วยไม้สักอย่างเดียวกัน แต่ไม่มีเชิงหรือตีนอย่างขันโตก โดยมากเวลากลึงหรือเคี่ยนแล้วจะใช้ได้เลยคือใช้เป็นที่รองข้าวเหนียวเวลายกลงจากไหนึ่งทางล้านนาเรียกว่า"ปลงไหข้าว" หรือ "ปลดไหข้าว" จะต้องเทลงไปในกัวะนั้น ดังปราฎในค่าว พระยาพรหมดโวหาร* ตอนหนึ่งว่า

จักบอกนายแพง เจ้าแป้งกลิ่นกู๊

เจ้าแต่งต้อนหลายอันมีพร่ำพร้อม

โต๊ะโตกกัวะขันของจื๋นจ่าวมัน

หอมหวนใส่ด้วยคันจักจา

ก็กลัวคำยาวค่าวนักฯลฯ

(จักบอกน้องผู้เป็นที่รัก ผู้มีกลิ่นหอมประดุจกระแจะจันทน์ว่า เขาได้ตบแต่งต้อนรับหลายสิ่งอันพรักพร้อมด้วย โต๊ะ โตก กัวะ และขัน ทั้งของทอด (จื๋น) ผัด(จ่าว) มันหอมหวน อร่อยด้วยถ้าจะพูดจาว่ากล่าวว่ามีอะไรบ้าง ก็กลัวจะยืดยาวไป)



ไถลข้าว
ได้แก่ ถาดใส่ข้าว โดยมากทำจากทองเหลือง ตีแผ่ออกไปกว้างขนาด ๔๐ นิ้ว (หรือมากน้อยกว่านั้นตามต้องการ) ถาดหรือไถลข้าวนี้เป็นของมีค่า ต้องซื้อหากันด้วยราคาแพงจึงนิยมใช้กันในคุ้มในวังเจ้านายของล้านนาไทยเป็นส่วนมาก ประชาชนจะมีก็น้อย โดยมากก็คนที่มีฐานะดีพวกเศรษฐีมีเงินทองเท่านั้น

กล่องข้าว
อีสานเรียกว่า กระติ๊บข้าว นิยมใช้ไม้ไผ่สานเป็นรูปทรงกะทัดรัด สูงประมาณ ๑๐ นิ้วสำหรับกล่องข้าวเล็ก ถ้าขนาดกลาง ประมาณ ๒๐ นิ้ว ขนาดใหญ่ประมาณ ๓๐-๔๐ นิ้ว เป็นขนาดความสูง ส่วนความกว้างใหญ่นั้น ขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๐ นิ้ว ขนาดกลางและใหญ่ก็ขยายส่วนให้พอดีกับความสูง กล่องข้าวนิยมทำฝาสำหรับสวมเพื่อกันแมลงวันหรือผุ่นละอองตกลงไป และทำเป็นรูสอดด้ายโยงตั้งแต่ก้นหล่องขึ้นถึงปาก สอดฝาซึ่งทำเป็นรูไว้ทั้งสองข้างผูกเข้าด้วยกันใช้สายยาวพอสะพายได้



แอ๊บข้าว
ทำด้วยไม้เป็นขนาดเล็ก ไม่มีเชิงเหมือนกล่องข้าวใช้สำหรับใส่ข้าวเหนียวแล้วสอดเข้าใน ถึงเวลาเดินทาง

เอิบข้าว
สานด้วยไม้ไผ่เหมือนกัน ทำเป็นขนาดใหญ่ มีฝาปิด ใช้ใส่ข้าวเหนียววางใกล้ๆขันโตก ที่นิยมทำแบบนี้ก็เป็นวิธีหาภาชนะสำหรับบรรจุข้าวในแต่ละท้องถิ่นซึ่งไม่เหมือนกัน

-:- นครน่าน ดอท คอม -:-

 

 

"ม่อฮ่อม" หรือ "หม้อห้อม"

posted on 27 Sep 2008 11:27 by janejirao

    "ม่อฮ่อม" หรือ "หม้อห้อม"

 "หม้อห้อม" ควรเขียนว่า "หม้อห้อม" ไม่ควรเขียนม่อห้อมหรือม่อฮ่อมกันอีกต่อไป หม้อก็คือหม้อ ห้อมก็คือต้นหอมที่เอามาหมักแล้วให้สีคราม รวมกันแล้วแปลว่าหม้อที่ใช้หมักต้นห้อมเพื่อให้ได้สีครามเป็นการสร้างคำแบบคำประสมตามวิธีสร้างคำในภาษาไทย แต่หากเขียนม่อห้อมหรือม่อฮ่อมจะไม่ค่อยถูกตามวิธีสร้างคำ 

 ม่อ แปลว่า ง่าย หรือสะดวก ฮ่อม แปลว่าร่องหรือช่องทาง
 
"ม่อห้อม" แปลว่า ง่ายต้นห้อมหรือสะดวกต้นห้อม ม่อฮ่อมแปลว่า ง่ายช่องทาง หรือสะดวกช่องทาง จะหักคอแปลว่าต้นห้อมสะดวกหรือช่องทางที่สะดวกไม่ได้เพราะภาษาไทยไม่ใช่ภาษาอังกฤษ เรานิยมเอาคำขยายไว้ข้างหลังคำหลัก ไม่ใช่เอาคำขยายวางไว้หน้าคำหลัก เราเรียกผ้าที่ได้จากการย้อมห้อมว่าผ้าหม้อห้อม เรียกเสื้อที่ตัดจากผ้าหม้อห้อมว่าเสื้อหม้อห้อม แต่ปัจจุบันนี้ สิ่งที่เรียกว่าผ้าหม้อห้อมหรือเสื้อหม้อห้อมที่เห็นๆ กันอยู่ทั่วไปนั้น ร้อยละเก้าสิบไม่ใช่หม้อห้อมจริงๆ แต่เป็นเสื้อหรือผ้าสีครามที่ได้จากการย้อมด้วยสีสังเคราะห์ทางเคมี วิธีสังเกตง่ายนิดเดียว หากเป็นผ้าหม้อห้อมของจริง เวลาถูกน้ำสีจะตก แต่น้ำห้อมที่ตกจากเสื้อหรือผ้าจะไม่กินผ้าขาวผืนอื่น !!  แต่หากเป็นผ้าที่ย้อมจากสีเคมีสังเคราะห์ สีจะไม่ตก ปัจจุบันทำให้ตกเลียนแบบหม้อห้อมได้แล้ว แต่สีที่ตกจะกินผ้าขาว หม้อห้อมเป็นขบวนการย้อมผ้าที่เกิดจาภูมิปัญญาไท-ไทย เราอาจพบเทคนิควิธีนี้ได้ในไทหลายเผ่า ตั้งแต่ไทลื้อที่สิบสองพันนา ลาวในประเทศลาวและไทล้านนาในภาคเหนือของประเทศไทย แต่ละท้องถิ่นอาจมีขั้นตอนหรือรายละเอียดของเทคนิควิธีที่แตกต่างกันไปบ้าง ขบวนการย้อมหม้อห้อมที่ภาคเหนือของประเทศไทยเริ่มจากการเอาต้นห้อมซึ่งเป็นพืชล้มลุกชนิด Baphicacanthus Cusia Brem ในวงศ์ ACANTHACEAE มาหมักน้ำจนกว่าใบห้อมเน่ามีกลิ่นเหม็น จะได้น้ำสีเขียว เอาใบห้อมที่เน่าแล้วทิ้งไป เอาใบห้อมใหม่มาหมักในน้ำเดิมจนเน่าเหม็นเข้มข้นขึ้น จะได้น้ำห้อมสีฟ้า เอากากห้อมทิ้งไป กรองเหลือแต่น้ำห้อมไปหมักกับปูนแล้วกวนให้ขึ้นฟอง จะได้สีน้ำเงินแก่หรือสีครามตามที่ต้องการ กรองเอาแต่น้ำสีใส่ในหม้อดินใบใหญ่ เรียกว่าหม้อห้อม เมื่อจะย้อมจะใส่ขมิ้น ฝักส้มป่อยเผา น้ำด่างที่ได้จากการเกรอะขี้เถ้าและเหล้าป่าใส่ลงไป ผ้าหรือเส้ยด้ายที่จะย้อมให้เป็นสีหม้อห้อมงดงามนั้นต้องย้อมหลายๆ ครั้ง โดยทั่วไปจะย้อมวันละสองครั้งเช้าเย็นเป็นจำนวนสามวัน บางแห่งพิถีพิถันมากจะย้อมวันละสองครั้งติดต่อกันห้าวัน ผ้าหม้อห้อมเมื่อถูกใช้นานเข้าสีจะค่อยจางลงไป ในวิถีชีวิตดั้งเดิมนั้น เมื่อสีผ้าจางลงคนโบราณจะนำกลับมาย้อมใหม่ได้อีก จนกว่าเนื้อผ้าจะผุเปื่อยหรือจนกว่าเจ้าของจะเบื่อ แต่ส่วนมากคงไม่มีโอกาสเบื่อหรอกเพราะเสื้อผ้าใช่จะหาได้ง่ายๆ อย่างทุกวันนี้ กว่าจะได้ผ้าแต่ละชิ้นหรือได้เสื้อแต่ละตัวต้องผ่านขบวนการผลิตตั้งมากมาย คนโบราณมักไม่ค่อยทิ้งข้าวของกันง่ายๆ อย่างคนปัจจุบัน พบเสื้อผ้า หรือข้าวของโบราณ หากไม่กลัวผีก็เก็บไว้เถิด เสื้อผ้าหรือข้าวของเหล่านั้นบอกเล่าเรื่องราวมากมาย เป็นของดี ของงามที่ควรแก่การเก็บรักษา หากกลัวผีมีวิธีแก้นิดเดียว ตั้งใจให้ดี กระทำความดี หมดจดชัดเจน มีโอกาสก็ทำบุญทำทานอุทิศไปหาเขา ขอให้กุศลผลบุญอันเกิดจากทาน ศีล ภาวนาจงบังเกิดแก่เขา จงไปสู่ภพภูมิที่ประเสริฐ อย่าห่วงหาอาลัยวัตถุนอกกายสิ่งนี้เลย จงปันเป็นทานแก่ข้าพเจ้าเสียเถิด

โดย  จุลจันทร์ นันทมาลา